วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประเภทของรูปภาพ



ถ่ายรูปต้องมีประเภทด้วยหรอ ประเทภคืออะไรอ้าาา ???
คำตอบคือ รูปถ่ายนั้นมันมีประเภท หรือว่าชนิดของมันอยู่ครับ
หลายๆ คนอาจจะทราบแล้วแต่บางคนก็มัวแต่สนใจการตั้งค่ากล้อง แสงเท่าไหร่ รูกว้าง แคบ ยังไงจนลืมเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย บางคนก็รู้ แต่พอถ่ายจริงๆ กลับถ่ายออกมามั่วๆแล้วแต่บางคนก็มัวแต่สนใจการตั้งค่ากล้อง แสงเท่าไหร่ รูกว้าง แคบ ยังไงจนลืมเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย บางคนก็รู้ แต่พอถ่ายจริงๆ กลับถ่ายออกมามั่วๆแล้วพอกลับบ้านมานั่งดูรูป เอิ่มเราถ่ายไรไปว้ะ
เท่าที่ผมสังเกตนะครับ รูปถ่ายที่ดูสวย...มักจะอยู่ในกลุ่มนี้ครับ
1. Portrait
 
2. Macro
3. Landscape
4. Life / Candid /
 ฯลฯ รู้แต่ว่ามีอีกเยอะ   ส่วนประเภทอื่นๆ ที่มากกว่านี้ ผมไม่สนใจอ่ะครับผมนิสัยไม่ดีอย่างนึง คือเวลาใครสอนอะไร มักจะไม่เชื่อจนกว่าจะได้ลองด้วยเองซะก่อน
ส่วนตัวของผม ขอรู้แค่นี้พอครับ หากจะแยกมากไปกว่านี้ ผมเองก็ไม่เข้าใจเพราะไม่ได้เรียนมาทางด้านศิลปะ
  ผมเรียนทางด้าน บัญชี มาครับ 555 



1. รูป Portrait (ถ่ายคน)
ไม่หรอกครับ ความจริงผมว่าต้องหมายถึง รูปถ่ายที่ดึงเอาจุดเด่น
 และอารมณ์ของแบบ ดึงให้ออกมาเป็นรูปถ่ายที่ดูดีให้ได้ จึงจะเรียก Portrait แบบดูไม่ดี แต่อาศัยการถ่ายแนว Portrait เพื่อทำให้แบบของเราดูดีนั่นเอง









2. รูป Macro (ถ่ายซูมหรือถ่ายใกล้ให้ชัดอะครับอธิบายไม่ถูก)
หมายถึง ถ่ายอะไรๆ ที่มันซูมมากๆเจาะลึกวัตถุ แมลง ให้เห็นขน หรือแววตาของแมงหวี่ อะไรทำนองนี้กันเลย
 ส่วนการถ่ายดอกไม้ ผีเสื้อ เนี่ยผมว่าน่าจะเป็นแนว Close-up คือถ่ายใกล้ๆ ครับ เพราะ Macro ที่เห็นตามหนังสือ จะซูมจนเห็นสิวของผีเสื้อเลยครับ 555



ขออนุญาติยืมภาพด้วยนะครับ





3. รูป Landscape (ถ่ายวิว)
ซึ่งหลายๆ คนจะถ่าย
 3 หัวข้อด้านบนมั่วไปมั่วมาครับรูปถ่าย พอมันไม่เข้ากลุ่มเข้าประเภท ก็เลยทำให้มันดูแล้วสวยยากเหนื่อยใจกว่าจะดูว่ามันสวยเพ่งหาความสวยกันอยู่นานเพราะมันเป็นธรรมชาติครับ
สิ่งที่ตาคนเห็นโน่น นี่ นั่น อะไรๆ ก็สวยไปหมด แต่พอถ่ายรูปก็จะถ่ายเอาหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่มองเห็น นั่นแหล่ะครับทำให้ค้านสายตาคนดูเพราะเวลาเราไปเที่ยวกลับมา เราก็อยากให้ใครๆ เห็นว่าที่ๆเราไปเที่ยวมันสวยแค่ไหน 

ชั้น 11 ของตึกที่สูงที่สุดใน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นะครับ ภูมิใจตึกคณะตัวเองสูงที่สุด 555


สมาร์ทโฟนก็ถ่ายสวยไม่แพ้กล่องชั้นนำนะครับ 55555

ในบทความนี้ก็ขอจบการเขียนเพียงเท่านี้ส่วนจะมีบทความหน้าหรือบทความต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเวลาและความขยันของผมนะครับ5555555555555หากมีโอกาสก็จะมาบรรยายให้ฟังอีกหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพแบบมั่วๆของผม สวัสดีครับ 

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โฟกัสคืออะไร ต้องทำยังไง


โฟกัสคืออะไรใช่ดาราในทีวีหรือป่าว 55555

คือ เวลามือใหม่ จะถ่ายรูปพอกดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่ง กล้องก็จะดัง ติ๊ดๆ เพื่อบอกให้รู้ว่า 
เรากำลังโฟกัสน้ะ

Focus หรือ โฟกัส แปลว่าอะไร เอาง่ายๆ ว่า แปลว่า "ชัด" ก็พอครับพอเรากดชัตเตอร์ค้างเอาไว้ครึ่งนึง เราสามารถหันกล้องจัดมุมได้ต่อเพื่อเลือกมุมมองให้สวยก่อน อย่าเพิ่งเอานิ้วออกนะครับแล้วค่อยกดต่อจนสุด จึงเกิดการ " แช๊ะ"!!!แค่นี้เองเหรอ? ทำอย่างนี้แล้วรูปจะสวยเหรอครับเปล่าเลยครับ เรื่องที่ผมจะมาแนะนำ มือใหม่ในวันนี้ก็คือ "ชัด ตรงไหนดี" ครับรูปสวยๆ "ส่วนใหญ่" จะต้องมีที่ใดที่หนึ่งในรูปนั้น "ชัด" เสมอครับอาจจะไม่ต้องชัดทั้งรูป ขอแค่บางจุดชัดก็ยังดีส่วนรูปที่ ไม่มีที่ใดในรูปชัดเลย ภาษาไทยเรียกว่าไม่ชัด ฝรั่งเรียก "เบลอ"เบลอไปเบลอมา เราก็เลยเบลอตาม เอาเป็นว่าเบลอละกันนะครับรูปที่ไม่มีที่ใดในรูป ชัดเลย มักจะเป็นรูปที่ศิลป์มากๆ มากมายจริงๆแต่จะสวยไม่สวยนั้น มันก็แล้วแต่คนจะมองอ้ะครับดังนั้น รูปถ่ายธรรมดาที่ไม่ใช่แนวอาร์ตขนาดนั้น ต้องมีจุดที่ชัดซัก จุดหนึ่งนะครับ แล้ว...ชัดตรงไหนดีชัดทั้งรูป มักจะ เป็นรูปที่ อะไรๆ ในรูปก็สวยไปซะหมด ฉากหน้าก็สวย ตัวแบบก็สวย ฉากหลังก็สวย เห้ออ เลือกไม่ถูก ปล่อยให้ชัดทั้งรูปไปเลยครับ พบบ่อยในรูปที่เกิดจากกล้องมือถือ กับ compact ก็คือเลือกระยะที่จะให้มันชัดไม่ได้ กล้องมันถ่ายได้แค่นั้น  compact กะมือถือก็ทำได้สบายๆ



ตัวอย่างของการโฟกัส โฟกัสที่คนแล้ววิวด้านหลังเบลอๆ 55555555 



รูปนี้คือการโฟกัสทุกอย่างในรูป


สำหรับบทความนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้พบกันใหม่ในบทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรต้องรอติดตามนะครับ ขอบคุณครับ



วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มือใหม่หัดถ่าย

       

            สวัสดีครับสำหรับบล็อกนี้ผมก็จะเขียนเกี่ยวกับ "ทริค&ทริปการถ่ายภาพ" สำหรับมือใหม่ นะครับ
สำหรับเนื้อหาของบล็อคนี้อาจจะเข้าใจยากนิดนึงเพราะผมพึ่งหัดเขียนเป็นครั้งแรก
           



         เราก็จะเอาตัวพื้นฐานการถ่ายภาพก่อนเลยละกันนะครับก็จะมี ความชัดลึก ความเร็วของชัตเตอร์ ขนาดรูรับแสง การชดเชยแสง และการวัดแสงเพื่อการถ่ายภาพ นะครับ

1.ความชัดลึก    
 อันนี้เป็นคุณสมบัติเรื่องของเลนส์เป็นหลักเลยครับ ปัจจัยที่มีผลต่อเรื่องนี้คือ
           -ขนาดรูรับแสง
          
ขนาดรูรับแสงที่เล็กจะชัดลึกกว่า ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น ถ้าเราถ่ายภาพระยะใกล้ เช่น ถ่ายดอกชบา 1 ดอกแบบเต็มภาพทางด้านหน้า เราจะเห็นว่าเกสรดอกจะอยู่ใกล้กล้องมากที่สุด กลีบดอก และก้านดอกจะอยู่ลึก หรือไกลกล้องออกไป หากเราต้องการถ่ายภาพให้ชัดทั้งหมดตั้งแต่เกสรดอกจนถึงก้านดอก นี่แหละคือสิ่งที่เราเรียกว่าความชัดลึก ซึ่งต้องใช้รูรับแสงขนาดเล็กไว้ ในทางกลับกันหากเราใช้รูรับแสงใหญ่ จะเรียกว่าชัดตื้น มักใช้ในกรณีที่เราต้องการให้ฉากหลังมีความคมชัดน้อยกว่าวัตถุ เพื่อเน้นให้วัตถุเด่นขึ้นมา มักจะพบบ่อยในการถ่ายภาพแฟชั่น หรือการถ่ายบุคคลเฉพาะใบหน้า
           -ขนาดความยาวโฟกัสของเลนส์
            เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสน้อย เช่น 28 มิลลิเมตร จะมีความชัดลึกมากกว่าเลนส์ 300 มิลลิเมตร ดังนั้นใครที่ต้องการถ่ายภาพให้ชัดลึกก็ต้องเลือกความยาวโฟกัสให้น้อยเข้าไว้ เช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ ส่วนงานถ่ายภาพแฟชั่น มักจะใช้ขนาดความยาวโฟกัสมาก ทำให้ฉากเบลอเน้นที่นางแบบให้เด่นครับ
          -ระยะห่างระหว่างกล้องถึงวัตถุ
            
ระยะห่างมากจะชัดลึกกว่า ระยะห่างน้อย เราจะเห็นว่าเวลาเราถ่ายภาพวิว ซึ่งเป็นระยะไกลๆ ภาพมักจะชัดทั้งภาพ แต่ถ้าเราถ่ายภาพดอกไม้ในระยะใกล้ๆ ภาพมักจะไม่ชัดทั้งภาพ จะชัดเพียงบางส่วน ตามที่เราตั้งโฟกัสไว้ พอรู้อย่างนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ถ่ายภาพดอกไม้ระยะใกล้อย่าลืมใช้ขนาดรูรับแสงแคบๆนะครับ ซึ่งกล้องสมัยนี้ สามารถถ่ายได้อยู่แล้วในโหมดที่เรียกว่า Macro(มาโคร)

    เครดิตภาพ:http://photoxcite.com/v2_2/Gallery/CHD1/23.jpg

2.ความเร็วของชัตเตอร์(S,TV)
          
เป็นการกำหนดระยะเวลาในการบันทึกภาพ ซึ่งกลไกของกล้องจะมีแผ่นเลื่อนเปิดปิดอยู่หน้าฟิล์ม (หรือแผ่นรับแสง CCD ในกรณีของกล้องดิจิตอล) เรียกว่าชัตเตอร์ สามารถเปิดและปิดเพื่อเปิดให้แสงเข้าไปบันทึกภาพตามระยะเวลาที่เราตั้งความเร็วชัตเตอร์ เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง เช่น การถ่ายภาพจากแหล่งแสงที่มีแสงน้อย เช่น แสงเทียน ต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายวินาที ส่วนการถ่ายภาพกลางแจ้ง มีแดดจัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า เช่น 1/500 วินาทีเป็นต้น
3.ขนาดรูรับแสง (A,AV)
          
กล้องส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์บังคับให้แสงผ่านเลนส์มากหรือน้อย โดยใช้แผ่นกลีบโลหะซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์เป็นการกำหนดปริมาณแสงผ่านเลนส์ได้มากหรือน้อย โดยวิธีเปิดรูเล็กสุด เช่น f/22 และค่อยๆใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเปิดเต็มที่ เช่น f/1.4 แต่ขนาดเปิดเต็มที่จะขึ้นกับขนาดชิ้นเลนส์ด้วย เลนส์ราคาสูงที่มีเลนส์ชิ้นหน้าขนาดใหญ่ จะรับแสงได้มากกว่า ซึ่งหมายถึงเปิดรูรับแสงเต็มที่ได้กว้างกว่า เช่น f/1.2 สำหรับการถ่ายภาพจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงใด โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง ถ้าแสงมากมักจะใช้ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่น f/11 ถ้าแสงน้อยมักจะใช้ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น f/2 เป็นต้น



                                   เครดิตภาพ:http://camerastips.com/wp-content/uploads/2013/12/ชัดลึก-ชัดตื้น-คืออะไร-มือใหม่ต้องรู้.jpg


4.การชดเชยแสง (EV+/-)
              เป็นการปรับปริมาณแสงในการบันทึกภาพให้แตกต่างไปจากค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง เช่น การถ่ายภาพย้อนแสงนั้น ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง มักจะได้ค่าที่ทำให้วัตถุค่อนข้างมืด การชดเชยแสง โดยเพิ่มแสงมากกว่าที่วัดแสงได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ การถ่ายภาพวัตถุที่อยู่หน้าฉากหลังสีดำ ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสงมักจะได้ค่าที่ทำให้วัตถุค่อนข้างสว่างเกินไป การชดเชยแสงทำได้โดยลดแสงให้น้อยกว่าที่วัดแสงได้ เป็นต้น

        โดยทั่วไปกล้องมีระบบชดเชยแสงสำเร็จรูป หรือเรียกว่าการปรับ EV อยู่แล้ว โดยตามหลักการกล้องจะไปปรับ ความเร็วชัตเตอร์ หรือปรับรูรับแสง เพื่อให้ภาพสว่าง หรือมืดลงกว่าที่วัดแสง หรือเราสามารถไปปรับที่ parameter ดังกล่าวได้โดยตรง

5.การวัดแสงเพื่อถ่ายภาพ 

เทคนิคการวัดแสงขั้นพื้นฐาน
 ให้พิจารณาจากปัจจัยสำคัญดังนี้
            แหล่งต้นกำเนิดแสง

            กล้องปัจจุบันสามารถปรับสมดุลย์สีขาว (White balance) ได้อัตโนมัติ ผู้ใช้กล้องทั่วไปจึงไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้ แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนสำคัญที่จะได้ภาพที่มีสีสรรถูกต้อง เนื่องจากฟิล์มถูกผลิตมาให้เหมาะสมกับอุณหภูมิสีของแสงตามที่ออกแบบมา เช่น แสงอาทิตย์ (Daylight) หรือแสงจากหลอดไส้ หรือแสงจากหลอดนีออน เป็นต้น หากเป็นกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ มักจะออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยนชนิดแหล่งต้นกำเนิดแสงได้ แม้ว่ากล้องจะมีปุ่มปรับสมดุลย์สีขาวอัตโนมัติ (Auto White balance) มาแล้วก็ตาม แต่บางครั้งการทำงานของระบบอัตโนมัติก็ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งเราจะเห็นได้จากจอ LCD ว่าสีเพี้ยน หากเป็นเช่นนี้เราก็ต้องปรับตั้งแหล่งต้นกำเนิดแสงด้วยตนเอง เช่น แสงอาทิตย์ / แสงอาทิตย์มีเมฆมาก / แสงอาทิตย์ใต้อาคาร / แสงจากหลอดไส้ / แสงจากหลอดนีออน / ตั้งสมดุลย์สีขาวเอง (Custom) หากเราลองเปลี่ยนสมดุลย์สีขาวชนิดต่างๆในกล้องแล้วยังได้สีไม่ตรงตามความเป็นจริง เราต้องใช้วิธีตั้งสมดุลย์สีขาวเอง ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปในกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปจะต้องใช้กระดาษสีขาวมาวางไว้ภายใต้สภาพแสงขณะนั้น แล้วเลือกตั้งสมดุลย์สีขาวเอง จากนั้นส่องกล้องให้เห็นกระดาษสีขาวเต็มจอ กดปุ่ม Set เพื่อให้กล้องอ่านอุณหภูมิสีขณะนั้น กล้องจะปรับแก้ให้เราเห็นกระดาษขาวเป็นสีขาวจริงๆ ผ่านจอ LCD เป็นเสร็จพิธี แล้วก็ถ่ายภาพที่มีสีถูกต้องในสภาพแสงนั้นได้ตลอด หากออกจากสภาพแสงนั้นแล้วอย่าลืมเปลี่ยนสมดุลย์สีขาว หรือตั้งค่าใหม่ด้วยนะครับ
            
            ทิศทางของแสง
            การถ่ายภาพแบบพื้นฐานนั้น เราจะเน้นแต่แสงธรรมชาติกับแสงจากแฟลช แบ่งเป็น
                        1.    แสงส่องวัตถุคือแสงส่องหน้าแบบของเรา ซึ่งแสงจากแฟลชก็เป็นแสงแบบนี้
                    2.    แสงหลังหรือที่เรียกว่าย้อนแสง
                    3.    แสงข้าง
                    4.    แสงบนเช่นตอนเที่ยงวัน
        
การวัดแสงควรวัดแสงที่วัตถุเท่านั้นจะได้ค่าการวัดแสงที่ถูกต้องที่สุด ในกรณีแสงข้าง ควรวัดแสงเฉลี่ยด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ถ้าเราต้องการภาพเชิงศิลป์ออกโทนมืดๆหน่อย ให้วัดแสงที่ด้านสว่าง กรณีนี้ต้องใช้กล้องที่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุด (Spot) จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้ขนาดจ่อหน้านางแบบมาก ขอเสริมเทคนิคให้สำหรับกล้องที่ไม่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุดได้ ให้ใช้วิธีวัดแสงกับมือของตากล้องนี่แหละครับ ดูแปลกๆหน่อยแต่ก็ช่วยให้วัดแสงได้แม่นยำขึ้นนะครับ โดยหลักการแล้ว กล้องแบบนี้จะวัดแสงเฉลี่ย ดังนั้นช่างภาพยกมือเราขึ้นมาทำให้แสงที่ตกบนมือเราเหมือนกับที่หน้านางแบบ เช่น แสงข้าง ก็ต้องกำมือปรับมุมข้อมือให้แสงตกบนหลังมือเราเหมือนแสงที่หน้านางแบบ แล้วเอากล้องจ่อที่มือเราแล้ววัดแสง เราอาจเน้นด้านสว่าง ก็จ่อกล้องที่ด้านสว่าง หรือเน้นที่ด้านมืด ก็จ่อกล้องที่ด้านมืด แต่ถ้ากล้องของเราทำการตั้งระยะชัดพร้อมกับวัดแสงด้วย แบบนี้ใช้ไม่ได้นะครับ เพราะระยะชัดไม่ถูกต้องครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยังไม่หมดหนทางครับ แต่เราต้องเตรียมกระดาษสีเทาใบใหญ่กว่า A4 ก็ดีครับ ให้นางแบบถือไว้โดยปรับมุมของกระดาษสีเทานี้แสงตกกระทบในมุมเดียวกับหน้านางแบบ แล้ววัดแสงที่กระดาษสีเทาก็ได้จะได้ค่าแสงที่เหมาะสมครับความเปรียบต่างของแสงส่องวัตถุกับแสงหลังเช่นกรณีการถ่ายย้อนแสงโดยที่นางแบบอยู่ในร่มเงา ฉากหลังเป็นหาดทรายสีขาว แบบนี้ถ้าวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ ผลลัพธ์ก็จะออกมามืดไป เพราะเครื่องวัดแสงของกล้องจะโดนหลอกจากแสงหลังที่มาจากหาดทรายว่าแสงมาก จึงให้ค่าการวัดแสงที่ต่ำเกินไปคือถ่ายออกมาแล้วมืดไป เราต้องใช้วิธีวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้านางแบบ แต่วิธีนี้ก็ให้ผลเสียคือ ฉากหลังจะขาวเกินไปจนอาจมองไม่ออกเลยว่าถ่ายที่ไหน วิธีนี้แนะนำให้เปิดแฟลชเพื่อลบเงาที่หน้านางแบบ แฟลชที่ติดมากับกล้องจะได้ผลน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่เปิด ท่านที่มีแฟลชเสริมขอให้หยิบมาใช้เลยครับ ภาพแจ่มทั้งนางแบบและฉากหลังเลยครับ การวัดแสงมีเรื่องให้กล่าวถึงมากมายครับ ขอให้ติดตามต่อในเรื่องของการถ่ายภาพแบบพิเศษ แล้วจะพูดถึงต่อไปครับ